เมื่อ : 20 ม.ค. 2569

หนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคอาเซียนกำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง กับการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา


การแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการชิงชัยเพื่อเหรียญรางวัล แต่คือเวทีที่สะท้อนพลังใจ ความมุ่งมั่น และศักยภาพของนักกีฬาพาราจาก 10 ชาติอาเซียน โดยแต่ละประเทศต่างส่ง “ตัวเต็ง” และ “ดาวเด่น”
ลงสนาม พร้อมเป้าหมายสูงสุดบนโพเดียม
.
• ความหวังเจ้าภาพ “ไทย” ตั้งเป้า 231 เหรียญทอง

 

ในฐานะเจ้าภาพ ทีมชาติไทยประกาศเป้าหมายชัดเจน ลุ้นกวาดถึง 231 เหรียญทอง พร้อมขนทัพนักกีฬาพาราชื่อดังระดับโลกลงสนามครบทุกชนิดกีฬาหลัก โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะราชินีวีลแชร์ฟันดาบ เจ้าของ 5 เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ ที่จะลงแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์เป็นครั้งแรกในชีวิต เป้าหมายไม่ใช่แค่เหรียญทอง แต่คือการคว้าชัยต่อหน้าแฟนกีฬาชาวไทย และส่งต่อประสบการณ์ให้รุ่นน้องในทีมชาติ
.
​ทัพกรีฑายังคงเป็นขุมพลังเหรียญทองหลักของไทย นำโดย พงศกร แปยอ ชัยวัฒน์ รัตนะอธิวัฒน์ แพงเหนือ และตำนานวีลแชร์เรซซิ่งอย่าง ประวัติ วะโฮรัมย์ ยอดนักวีลแชร์เรซซิ่ง เจ้าของ 7 เหรียญทองพาราลิมปิก ขณะที่เทเบิลเทนนิสซึ่งเคยคว้า 20 เหรียญทอง ยังคงแข็งแกร่งทั้งคลาสยืนและคลาสวีลแชร์
.
​ด้านพาราว่ายน้ำ เจ้าเหรียญทองจากพนมเปญ นำโดย อัญชญา เกตุแก้ว และเนติรัฐ มีพร้อม ตั้งเป้าทำผลงานให้ดีกว่าเดิมในสระบ้านเกิด ปิดท้ายด้วยบอคเซีย ที่มีมือวางระดับโลกดีกรีพาราลิมปิกเกมส์อย่าง วรวุฒิ แสงอำภา วัชรพล วงษา และพรโชค ลาภเย็น พร้อมเดินหน้าล่าเหรียญทองทุกประเภท 
.
• “อินโดนีเซีย” แชมป์เก่า เดินหน้าล่าแชมป์สมัยที่สอง
.
อินโดนีเซียคือทีมที่ทุกชาติประมาทไม่ได้ หลังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 12 ด้วยผลงาน 159 เหรียญทอง หัวใจสำคัญยังคงเป็น เจนดี ปังกาเบียน (Jendi Pangabean) นักว่ายน้ำจอมเก๋าวัย 35 ปี เจ้าของ 6 เหรียญทองจากครั้งล่าสุด ที่จะลงแข่งขันถึง 5 รายการ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป้าหมายยังเหมือนเดิมคือ “ทำผลงานให้ดีที่สุดและมุ่งคว้าเหรียญทอง” แม้การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นกว่าทุกครั้ง
.
• “เวียดนาม” ลุ้น 40–50 เหรียญทอง กับขุนพลยกน้ำหนัก
.
ชื่อของ เล วาน กง (Le Van Cong) คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของเวียดนามในกีฬายกน้ำหนักพารา เพราะเขาคือแชมป์อาเซียนพาราเกมส์รุ่นไม่เกิน 49 กก. ทุกครั้งที่ลงแข่งขัน และเป็นนักกีฬาชาวเวียดนามเพียงคนเดียวที่คว้าเหรียญพาราลิมปิกครบทุกสี โดยเจ้าตัวเผยว่า “ครั้งแรกที่ผมคว้าเหรียญทองคือที่ประเทศไทย และผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้กลับมาอีกครั้ง”
.
การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นอาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่ 8 ของเขา พร้อมความทรงจำพิเศษกับประเทศไทย นอกจากนี้ เวียดนามยังมีทัพกรีฑาและว่ายน้ำที่แข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าจบอันดับ Top 3–4 ตารางเหรียญรวม
.
• “มาเลเซีย” ฝากความหวังดาวรุ่งจาก Labuan
.
มาเลเซีย ยังคงฝากความหวังไว้ที่กีฬาบอคเซียและกรีฑา โดยมีนักกีฬาหญิงจาก Labuan ที่น่าจับตามอง ได้แก่ อัฟรินดา อานีส (Avrinda Anis) นักบอคเซียหญิง เจ้าของเหรียญทอง Para SUKMA 2024 และ โรซาเบล โรเซล พารินัส (Rozabell Rozell Parinus) นักวิ่ง T36 ระยะ 100 และ 200 เมตร ซึ่งทั้งสองคนถูกมองว่าเป็นตัวแทนนักกีฬารุ่นใหม่ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเองบนเวทีอาเซียน
.
• “ฟิลิปปินส์” ขุมกำลังหมากรุกพารา
.
ฟิลิปปินส์ยังคงยึดหมากรุกพาราเป็นแหล่งเหรียญทองหลัก โดยมี แดร์รี่ เบอร์นาร์โด (Darry Bernardo) ดาวดังที่คว้าไปถึง 6 เหรียญทองจากอาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่แล้ว ผนวกกับผลงานจากพาราว่ายน้ำและพารากรีฑา ที่ช่วยให้ทีมมีลุ้นอันดับบนตารางเหรียญรวม
.
• “สิงคโปร์” ฝากความหวังพาราว่ายน้ำ
.
ชื่อของ โคลิน ซูน จิน กวง (Colin Soon Jin Guang) คือความหวังสูงสุดของสิงคโปร์ในพาราว่ายน้ำ หลังคว้า 4 เหรียญทองในครั้งก่อน และครองสถิติชาติหลายรายการ พร้อมประสบการณ์ระดับโลกจากเวิลด์แชมเปียนชิพ
.
• “เมียนมาร์–บรูไน–ติมอร์-เลสเต–สปป.ลาว” มุ่งพัฒนาศักยภาพนักกีฬา
.
เมียนมาร์ยังมี มิน ทู (Min Htoo) เป็นความหวังในพาราว่ายน้ำ ขณะที่บรูไน ติมอร์-เลสเต และ สปป.ลาว ต่างมองอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้เป็นเวทีแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะในกรีฑาและว่ายน้ำ ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้
.
อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “พลังใจ” คือหัวใจของนักกีฬาพาราไม่แพ้พละกำลัง โดยการแข่งขันจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ ท่ามกลางความสนใจจากแฟนกีฬาทั่วภูมิภาคอาเซียน